Marketing Strategy & Automotive Arena

  • GWM ส่งแบรนด์ HAVAL และ ORA ลุยตลาดเมืองไทย

    เกรท วอลล์ มอเตอร์ (Great Wall Motor : GWM) เปิดตัวแบรนด์ในไทยอย่างเป็นทางการ ภายใต้แนวคิด “SAWASDEE THAILAND – Experience Your New xEV World” ประกาศกลยุทธ์รุกตลาดด้วยแบรนด์ HAVAL และ ORA พร้อมภารกิจนำเสนอรถยนต์ 9 รุ่น ให้คนไทยได้สัมผัสภายใน 3 ปี

    •จัดเต็มนวัตกรรมสุดล้ำในการเปิดตัวแบบไลฟ์สตรีมมิ่ง สวัสดีคนไทยทั้งประเทศ ตอกย้ำความเป็น “บริษัทที่ให้บริการการขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีระดับโลก (Global Mobility Technology Company)”
    •ประกาศ 3 กลยุทธ์หลักในการดำเนินธุรกิจในเมืองไทย 1) xEV Leader การเป็นผู้นำ
    ด้านรถพลังงานไฟฟ้า 2) Consumer Voice Focus การรับฟังเสียงของผู้บริโภค และ 3) New User Experience การสร้างประสบการณ์ใหม่ให้กับลูกค้า
    •ยืนยันปีนี้มาแน่ 4 รุ่นจาก 2 แบรนด์ ได้แก่ HAVAL และ ORA ส่งทัพหน้ารุ่นยอดนิยมจากเสียงคนไทยอย่าง All New HAVAL H6 และ ORA Good Cat รุกตลาดไทย
    •ยกระดับสู่อุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่ด้วย Smart Factory ผสานเทคโนโลยีล้ำสมัยกับกระบวนการผลิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

    เกรท วอลล์ มอเตอร์ (Great Wall Motor : GWM) จัดงาน “SAWASDEE THAILAND” เปิดตัวแบรนด์ในประเทศไทยอย่างเป็นทางการ พร้อมสวัสดีคนไทยด้วยการนำเทคโนโลยีสุดล้ำมาโชว์ในไลฟ์สตรีมมิ่ง แถลงทิศทางการดำเนินธุรกิจ ประกาศบุกตลาดไทยด้วย 3 กลยุทธ์หลัก 1) xEV Leader การเป็นผู้นำด้านรถพลังงานไฟฟ้า 2) Consumer Voice Focus การรับฟังเสียงของผู้บริโภค และ 3) New User Experience การสร้างประสบการณ์ใหม่ให้กับลูกค้า โดยประเดิมบุกตลาดไทยด้วยรถยนต์ยอดนิยม 2 รุ่น ที่ได้รับเสียงตอบรับจากคนไทยเป็นอย่างสูงอย่าง “All New HAVAL H6” และ “ORA Good Cat” พร้อมสร้างปรากฏการณ์ใหม่ให้ผู้บริโภคในทุกมิติ ตั้งเป้าสนับสนุนไทยขึ้นเป็นผู้นำอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าในภูมิภาคอาเซียน

    หลังจากทำการสื่อสารกับคนไทยมาตลอดปีที่ผ่านมา เกรท วอลล์ มอเตอร์ (Great Wall Motor : GWM) ถือฤกษ์งามยามดี สวัสดีคนไทยผ่านการไลฟ์สตรีมมิ่ง นำโดย มร. เอลเลียต จาง ประธาน และ มร. สตีเฟ่น หวัง รองประธาน ฝ่ายขายและการตลาด เกรท วอลล์ มอเตอร์ ภูมิภาคอาเซียนและประเทศไทย ร่วมด้วย นายณรงค์ สีตลายน กรรมการผู้จัดการ เกรท วอลล์ มอเตอร์ ประเทศไทย ร่วมแถลงทิศทางการดำเนินธุรกิจพร้อมประกาศกลยุทธ์ในการดำเนินธุรกิจในเมืองไทย

    มร. เอลเลียต จาง ประธาน เกรท วอลล์ มอเตอร์ ภูมิภาคอาเซียนและประเทศไทย กล่าวว่า “ตลอดระยะเวลากว่า 30 ปีที่ผ่านมา เกรท วอลล์ มอเตอร์ ประสบความสำเร็จเป็นอย่างมากในตลาดประเทศจีนโดยเฉพาะอย่างยิ่งในตลาดรถเอสยูวีและรถกระบะ มีการขยายธุรกิจไปยังประเทศต่างๆ ทั่วโลกโดยการสร้าง DNA ของผลิตภัณฑ์ที่โดดเด่นจนได้รับการยอมรับจากผู้ใช้เกือบ 10 ล้านคนทั่วโลก เราไม่เพียงแต่มุ่งมั่นที่จะผลิตและส่งมอบรถยนต์ที่ดีที่สุดให้กับผู้บริโภค แต่ยังใส่ใจในการสร้างสรรค์เทคโนโลยีและนวัตกรรมด้านยานยนต์ไฟฟ้าอันล้ำสมัย เพื่อเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลงอุตสาหกรรมยานยนต์ให้พร้อมขับเคลื่อนสู่อนาคตที่ยั่งยืน และสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้แก่ผู้คนทั่วโลกผ่านทางนวัตกรรม อาทิ การพัฒนาเทคโนโลยี 5G การขับขี่อัตโนมัติและ V2X การพัฒนาแบรนด์เทคโนโลยีทั้ง GWM LEMON, GWM TANK และ GWM COFFEE INTELLIGENCE ที่จะช่วยยกระดับประสบการณ์การขับขี่ให้กับผู้บริโภค”

    มร. เอลเลียต จาง ยังเสริมว่า “เกรท วอลล์ มอเตอร์ (Great Wall Motor : GWM) รุกตลาดทั่วโลกด้วยรถยนต์ 4 แบรนด์หลัก ได้แก่ HAVAL ORA WEY และ GWM Pick up เพื่อรองรับกลุ่มลูกค้าที่มีไลฟ์สไตล์และความต้องการที่แตกต่างกัน ซึ่งธุรกิจของ เกรท วอลล์ มอเตอร์ ได้ขยายไปยังกว่า 60 ประเทศทั่วโลกด้วยกลยุทธ์ Globalization รวมไปถึงการจัดตั้งโรงงานแบบ “12+5" คือ โรงงานผลิตเต็มรูปแบบ 12 แห่งรวมถึงโรงงานล่าสุดของเราที่จังหวัดระยอง ประเทศไทย และมีโรงงานแบบ KD (Knock Down) อีก 5 แห่งนอกประเทศจีน นอกจากนี้ เกรท วอลล์ มอเตอร์ ยังมีเครือข่ายศูนย์วิจัยและพัฒนาใน 10 แห่งใน 7 ประเทศทั่วโลก ที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จและความสามารถในการผลิตยานยนต์ที่ผสานนวัตกรรมและเทคโนโลยีคุณภาพสูง การันตีด้วยยอดขาย 1.11 ล้านคันในปีที่ผ่านมา ซึ่งถือเป็นยอดขายสูงสุดเป็นประวัติการณ์ของบริษัท”

    ล่าสุด เกรท วอลล์ มอเตอร์ ประสบความสำเร็จในการพัฒนาแบตเตอรี่ที่ปราศจากโคบอลต์เป็นรายแรกของโลก จากการริเริ่มคิดค้นพัฒนาการผลิตแบตเตอรี่ปริซึมเคลือบลามิเนตความเร็วสูงอย่างต่อเนื่องจนประสบความสำเร็จ โดยในปี 2020 ที่ผ่านมา ได้มีการเปิดตัวแบตเตอรี่ที่ปราศจากโคบอลต์ NMX อย่างเป็นทางการ นับเป็นการตอกย้ำความเป็นเลิศด้านงานวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีพลังงานสะอาด ควบคู่ไปกับความยึดมั่นของบริษัทในการคำนึงถึงความรับผิดชอบต่อสังคมในการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนและการพัฒนาระบบนิเวศของโลกอย่างยั่งยืน

    สำหรับประเทศไทยและภูมิภาคอาเซียน เกรท วอลล์ มอเตอร์ ได้เริ่มขยายธุรกิจตั้งแต่ในช่วงปีที่ผ่านมา รวมถึงการจัดตั้งโรงงานที่จังหวัดระยองให้เป็น “โรงงานอัจฉริยะ (Smart Factory)” ที่ผสานเทคโนโลยีล้ำสมัยกับกระบวนการผลิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

    ด้าน นายณรงค์ สีตลายน กรรมการผู้จัดการ เกรท วอลล์ มอเตอร์ ประเทศไทย (GWM THAILAND) เผยว่า “ปีที่ผ่านมาถือเป็นช่วงเวลาที่ท้าทายสำหรับทุกธุรกิจ แต่ในความท้าทายนั้นยังมีโอกาสอีกมากมายที่จะเติบโต เกรท วอลล์ มอเตอร์ ให้ความสำคัญกับการรับฟังเสียงของประชาชนชาวไทย เรามีการสำรวจความคิดเห็น เก็บข้อมูลความต้องการของผู้บริโภคอย่างใกล้ชิด เพื่อออกแบบแผนการดำเนินธุรกิจรวมถึงรูปแบบการให้บริการที่ตอบโจทย์และตรงตามความต้องการของผู้บริโภคชาวไทย ซึ่งเราจะดำเนินธุรกิจผ่าน 3 กลยุทธ์หลัก ได้แก่

    1) xEV Leader การเป็นผู้นำด้านรถพลังงานไฟฟ้า กับ Mission “9 in 3” ที่จะนำรถยนต์รุ่นต่างๆ เข้ามาทำการตลาดในประเทศไทยทั้งหมด 9 รุ่น ภายในระยะเวลา 3 ปี โดยรถยนต์แทบทั้งหมดจะเป็นรถยนต์พลังงานไฟฟ้า ที่พร้อมสร้างปรากฎการณ์ใหม่ให้เมืองไทยด้วยเทคโนโลยีและสมรรถนะ สร้างนิยามใหม่ของความสนุกและคุ้มค่าในการขับขี่เพื่ออนาคต

    2) Consumer Voice Focus การรับฟังเสียงของผู้บริโภค เกรท วอลล์ มอเตอร์ให้ความสำคัญเรื่องการรับฟังเสียงของผู้บริโภคชาวไทยมาตั้งแต่การเริ่มเข้ามาดำเนินธุรกิจในประเทศไทย อีกทั้งความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีทำให้ผู้ผลิตสามารถรับฟังเสียงที่แท้จริงจากผู้บริโภคได้โดยตรงและสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น ทั้งนี้ เกรท วอลล์ มอเตอร์ ได้ใช้กลยุทธ์การรับฟังเสียงของลูกค้าเป็นหลักในการวางแผนธุรกิจ และนำมากำหนดแนวทางการทำการตลาดและการให้บริการ เพื่อนำไปพัฒนา ปรับปรุง และยกระดับการให้บริการในทุกมิติ เพื่อให้ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคชาวไทยให้ดีที่สุด

    3) New User Experience การสร้างประสบการณ์ใหม่ให้กับลูกค้า โดยนำเสียงของผู้บริโภคและคำแนะนำต่างๆ มาทำ New User Experience Concept ผ่านขบวนการ Design Thinking เพื่อออกแบบประสบการณ์ใหม่ของผู้บริโภคที่จะเริ่มต้นตั้งแต่ การค้นหาข้อมูล การเปรียบเทียบรุ่นรถ การทดสอบรถ การเลือกซื้อรถ การขอสินเชื่อ การส่งมอบรถ การบริการ และการสร้างความสุขตลอดการเป็นเจ้าของรถผ่านกิจกรรมต่างๆ แบบ O2O (Online-To-Offline) และประเทศไทยจะเป็นประเทศแรกในโลกที่จะนำ New User Experience นี้เข้ามาสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับผู้บริโภค โดย New User Experience ถูกสร้างบนความเชื่อ 3 ข้อ คือ 1) Best Choice: ลูกค้าต้องเป็น
    ผู้เลือกสิ่งที่ดีที่สุดได้ด้วยตัวเอง 2) Transparency: ลูกค้าต้องการการนำเสนอผลิตภัณฑ์และบริการที่โปร่งใส ตรงไปตรงมา และ 3) Happiness & Loyalty : ลูกค้าจะต้องมีความสุขและประสบการณ์ที่ดีกับแบรนด์ตลอดการเป็นเจ้าของ และพร้อมที่จะส่งมอบความสุขนี้ให้กับผู้อื่นด้วยการบอกต่อ

    อีกหนึ่งไฮไลท์สำคัญของงานนี้ คือการเปิดตัวรถยนต์ที่เกรท วอลล์ มอเตอร์ จะนำเข้ามาทำตลาดในประเทศไทย โดยประเดิมด้วยรุ่นยอดนิยมที่ได้รับกระแสตอบรับที่ดีเป็นอย่างมากจากผู้บริโภคชาวไทยอย่าง All New HAVAL H6 จากแบรนด์รถเอสยูวี HAVAL และ ORA Good Cat จากแบรนด์รถไฟฟ้า ORA และนอกเหนือจาก 2 รุ่นนี้แล้ว เกรท วอลล์ มอเตอร์ จะมีการนำรถยนต์อีก 2 รุ่น จากทั้ง 2 แบรนด์ ให้แฟนๆ ชาวไทยได้สัมผัสและยลโฉมกันภายในปีนี้เช่นกัน

    All New HAVAL H6 เป็นรถเอสยูวียอดนิยม ที่ประสบความสำเร็จเป็นอย่างมากในตลาดจีนและตลาดโลกซึ่ง All New HAVAL H6 นี้ จะเป็นรถยนต์ HAVAL H6 Generation 3 รุ่นใหม่ล่าสุดทั้งนี้แบรนด์รถยนต์ HAVAL นับได้ว่าเป็นแบรนด์ที่ประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก ด้วยยอดขายรวมของรถยนต์ภายใต้แบรนด์นี้มากกว่า 6 ล้านคัน และเพิ่งทำสถิติยอดขายสูงสุดเป็นประวัติการณ์เมื่อปีที่ผ่านมา เป็นรถที่เพียบพร้อมด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยีล้ำสมัยที่ผสานกับดีไซน์อันโดดเด่น

    ORA Good Cat เป็นรถยนต์ไฟฟ้าแบบแบตเตอรรี่รุ่นแรกที่เกรท วอลล์ มอเตอร์ จะนำเข้ามาจำหน่ายในประเทศไทย ถือเป็นรถอีกหนึ่งรุ่นที่ได้รับกระแสตอบรับที่ดีมากๆ ทั้งในสื่อต่างๆ และทุกช่องทางออนไลน์ ORA Good Cat จะเข้ามาเป็นรถยนต์ไฟฟ้าที่มาสร้างมาตรฐานใหม่ ทั้งในด้านคุณภาพอันเปี่ยมไปด้วยเทคโนโลยีที่ครบครันและดีไซน์ที่ล้ำสมัยแนวเรโทร futuristic สำหรับคนไทยทุกคน”

    นายณรงค์ สีตลายน ยังได้กล่าวปิดท้ายด้วยการตอกย้ำถึงความมุ่งมั่น จริงจัง และจริงใจ ของ เกรท วอลล์ มอเตอร์ ในการนำเสนอ การส่งมอบผลิตภัณฑ์และบริการที่ดีที่สุดให้กับคนไทย รวมไปถึงความพร้อมในการเข้ามาสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยอย่างมีศักยภาพ

    นอกจากนี้ ภายในงานยังมีศิลปินชั้นนำขวัญใจชาวไทยอย่างคู่รัก “มาร์กี้ ราศรี บาเล็นซิเอก้า” และ “ป๊อก ภัสสรกรณ์ จิราธิวัฒน์” ร่วมด้วย “โย่ง อาร์มแชร์” และน้องแมว “ส้มหยุด” มาร่วมแสดงความยินดีกับการเปิดตัวแบรนด์ในครั้งนี้อีกด้วย พร้อมเปิดเวที GWM xEV World’s Battle ขับเคี่ยวกันด้วยเพลงซึ่งได้รับการโหวตจากแฟนๆ ชาวไทย บรรยากาศเต็มไปด้วยรอยยิ้มและความสนุกสนาน โดยทั้ง 3 ท่านได้เชิญชวนคนไทยให้ติดตามอัพเดทข่าวสารของ เกรท วอลล์ มอเตอร์ ประเทศไทย รวมถึงอดใจรอ All New HAVAL H6 และ ORA Good Cat ต่อไปด้วยกันในอนาคต

    ในฐานะ “บริษัทที่ให้บริการการขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีระดับโลก (Global Mobility Technology Company)” เกรท วอลล์ มอเตอร์ มุ่งมั่นที่จะส่งมอบยานยนต์ และเทคโนโลยีอัจฉริยะ พร้อมประสบการณ์การขับขี่เหนือระดับให้กับผู้บริโภคชาวไทย และพร้อมที่จะช่วยผลักดันการสร้างอีโคซิสเต็มของรถยนต์ไฟฟ้าในไทย รวมไปถึงการพัฒนาทักษะ องค์ความรู้ และศักยภาพของบุคลากรไทย ควบคู่ไปกับการยกระดับอุตสาหกรรมและเศรษฐกิจไทยให้ก้าวไกลและเติบโตต่อไปอย่างยั่งยืน

    อนึ่ง เกรท วอลล์ มอเตอร์ (Great Wall Motor) หรือ GWM ผู้ผลิตรถ SUV และรถกระบะระดับโลก จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกงเมื่อปี 2546 และตลาดหลักทรัพย์เซี่ยงไฮ้เมื่อปี 2554 มีบริษัทย่อยที่ถือหุ้นมากกว่า 80 บริษัทและมีพนักงานกว่า 70,000 คน ปัจจุบัน เกรท วอลล์ มอเตอร์ ทำยอดขายได้กว่าหนึ่งล้านคันต่อปี เป็นเวลาสี่ปีติดต่อกัน ซึ่งนอกจากในประเทศจีน เกรท วอลล์มอเตอร์ ยังส่งมอบรถยนต์คุณภาพไปให้กว่า 60 ประเทศและภูมิภาค และมีเครือข่ายในต่างประเทศกว่า 500 แห่งอีกด้วย
  • ศุภาลัย ส่ง ศุภาลัย ริวา แกรนด์ จุดขายคอนโดฯพร้อมอยู่และริมเจ้าพระยา

    ศุภาลัย ผู้เชี่ยวชาญด้านการพัฒนาอสังหาฯ ริมแม่น้ำ ส่ง “ศุภาลัย ริวา แกรนด์” ลุยตลาดเก็บยอดขายโค้งสุดท้ายปี 2564 ชูจุดขายคอนโดฯ พร้อมอยู่ สไตล์รีสอร์ท ริมโค้งแม่น้ำเจ้าพระยา ตอบรับพฤติกรรมผู้บริโภคยุคโควิด โอนได้ทันทีไม่ต้องเสี่ยง ไม่ต้องรอ เหมาะทั้งการลงทุนและอยู่อาศัย นอกจากนี้ยังอัดแคมเปญกระตุ้นยอดขายโครงการต่างๆ ภายใต้แบรนด์ศุภาลัย

    •บมจ.ศุภาลัย ผู้เชี่ยวชาญด้านการพัฒนาอสังหาฯ ริมแม่น้ำ พร้อมส่ง “ศุภาลัย ริวา แกรนด์” รีสอร์ท คอนโดมิเนียม สร้างเสร็จพร้อมเข้าอยู่ ราคาต่อ ตร.ม.เริ่มเพียง 74,000 บาท
    •โดดเด่นด้านทำเลบนถนนพระราม 3 ติดริมแม่น้ำเจ้าพระยา เต็มอิ่มกับวิวพื้นที่สีเขียว 180 องศา ของกรุงเทพฯ 'บางกระเจ้า"
    •เผยโฉมความสมบูรณ์แบบ พร้อมมอบประสบการณ์วิถีชีวิตเปี่ยมสุข ริมแม่น้ำเจ้าพระยาได้แล้ววันนี้!

    นายไตรเตชะ ตั้งมติธรรม กรรมการผู้จัดการ บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า แม้สถานการณ์การแพร่ระบาดโควิด-19 ยังไม่คลี่คลาย แต่ยังเป็นตัวกระตุ้นให้ลูกค้าที่ต้องการที่อยู่อาศัย (Real Demand) ตัดสินใจซื้อและโอนกรรมสิทธิ์อย่างต่อเนื่องทั้งโครงการแนวราบและคอนโดมิเนียม มาจากเกณฑ์การพิจารณาอนุมัติสินเชื่อที่มีความรัดกุม และโปรโมชั่นส่งเสริมการขายที่น่าสนใจของอสังหาริมทรัพย์ โดยปัจจุบันบริษัทฯ มียอดขาย 9 เดือนของปี 2564 อยู่ที่ 17,553 ล้านบาท อีกทั้งบริษัทฯ ยังเดินหน้าส่งมอบโครงการคอนโดมิเนียม สร้างเสร็จพร้อมเข้าอยู่ ตรงตามแผนที่วางไว้ จำนวน 4 โครงการ คือ ศุภาลัย ริวา แกรนด์ ศุภาลัย พรีเมียร์ เจริญนคร ศุภาลัย เวอเรนด้า สถานีภาษีเจริญ และศุภาลัย โอเรียนทัล สุขุมวิท 39 ที่มีการโอนกรรมสิทธ์อย่างต่อเนื่องจากปี 2563 โดยที่ผ่านมาได้รับสัญญาณบวกจากลูกค้าที่ตอบรับ นัดหมายเข้าตรวจรับห้องชุดตามกำหนดเวลา

    สำหรับคอนโดมิเนียมสร้างเสร็จ พร้อมเข้าอยู่ ในทำเลที่หายาก ราคาคุ้มค่า อย่าง “ศุภาลัย ริวา แกรนด์” มูลค่าโครงการ 6,800 ล้านบาท เป็นอีกหนึ่งโครงการที่ศุภาลัยภาคภูมิใจ เพราะเป็นโครงการคอนโดมิเนียมที่ตั้งอยู่ในทำเล Second to none ของกรุงเทพฯ และอยู่ริมแม่น้ำที่ทำเลวิวสวยงามบนโค้งแม่น้ำเจ้าพระยา ทั้งนี้โครงการ ศุภาลัย ริวา แกรนด์ ปัจจุบันมียอดขาย 5,450 ล้านบาท คิดเป็น 80% พร้อมเผยโฉมความสมบูรณ์แบบโอนกรรมสิทธิ์และส่งมอบห้องชุดที่สวยงามให้ลูกค้าอย่างต่อเนื่อง

    โดดเด่นด้วยทำเลศักยภาพ ใกล้ย่านศูนย์กลางทางธุรกิจใจกลางเมืองกรุงเทพฯ (CBD) เชื่อมสู่ถนนสายธุรกิจสำคัญ ทั้งถนนสาทร สีลม สุขุมวิท และสะพานภูมิพล (ถนนวงแหวนอุตสาหกรรม) เดินทางสะดวกด้วย รถโดยสารด่วนพิเศษ BRT ที่สามารถเชื่อมต่อ BTS สถานีช่องนนทรี แวดล้อมด้วย ห้างสรรพสินค้าชั้นนำ และสถานที่สำคัญมากมาย อาทิ เซ็นทรัล พระราม 3 โลตัส พระราม 3 แม็คโคร Community Mall เช่น INT Intersect The Up Rama 3 Terminal 21 พระราม 3 (ในอนาคต) ธนาคารกรุงศรีอยุธยา สำนักงานใหญ่ โรงเรียนนานาชาติโชรส์เบอรี เป็นต้น

    โครงการตั้งอยู่บนพื้นที่ 11 ไร่ มีอาคารชุดพักอาศัย 3 อาคาร ประกอบด้วย อาคาร A สูง 37 ชั้น อาคาร B และ C สูง 36 ชั้น (รวมดาดฟ้า) โดยมีห้องพัก 706 ยูนิต ร้านค้า 14 ยูนิต นำเสนอห้องพักอาศัยมีตั้งแต่แบบ 1 - 3 ห้องนอน และ Penthouse 4 ห้องนอน ขนาด 53.5 - 433 ตร.ม. ด้วยราคาเริ่มต้น 4.59 ล้านบาท พร้อมความสะดวกสบายที่สมบูรณ์แบบสำหรับวิถีชีวิตที่มีระดับ ภายในโครงการ อาทิ The Riva Pool สระว่ายน้ำระบบเกลือ, Fitness, Sauna & Steam, Aerobic, Table Tennis Room, Board Room, Game Room, Alice in Wonderland Kids’ Room, The Riva Library, Broadway Theater และ Snooker Room หรือจะพักผ่อนบน Sky Lounge และ Roof Garden หรือทำงานที่ห้อง Riva Grande Board Room และตอบรับกับไลฟ์สไตล์แบบ New Normal ลดการสัมผัสเข้าออก Lobby ด้วยประตูอัตโนมัติแบบระบบ Face Scan อีกทั้งติดตั้งแพลตฟอร์มสุขภาพอัจฉริยะ เพื่อดูแลสุขภาพให้แก่ผู้พักอาศัยภายในฟิตเนสอีกด้วย ไม่เพียงแต่จะได้ความสุขในการใช้ชีวิตยังคล่องตัวในการเดินทางและสะดวกสบายด้วย พร้อมที่จอดรถกว่า 130% (ของจำนวนยูนิต) อุ่นใจความเป็นส่วนตัวด้วยระบบลิฟท์ล็อคชั้น, Digital Door Lock และระบบความปลอดภัยตลอด 24 ชม. ด้วยระบบเข้า - ออกโครงการอัตโนมัติแบบ Access Control กล้อง CCTV ระบบป้องกันอัคคีภัย Smoke & Heat Detector และ Fire Alarm

    ด้านนายกิตติพงษ์ ศิริลักษณ์ตระกูล รองกรรมการผู้จัดการ สายงานก่อสร้างอาคารสูง บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) กล่าวถึงประสบการณ์การก่อสร้างอาคารสูงของบริษัทฯ ตลอดระยะเวลากว่า 32 ปีที่ผ่านมา ได้สร้างสรรค์โครงการอาคารสูงเกือบ 200 อาคารทั่วประเทศ โดยมีโครงการคอนโดมิเนียม ริมแม่น้ำ กว่า 5 โครงการ บริษัทฯ ยังคงมุ่งมั่นสร้างสรรค์โครงการพร้อมทั้งควบคุม กำกับดูแลงานก่อสร้างให้เป็นไปตามคุณภาพมาตรฐานสากล ISO 9001 : 2015 พร้อมส่งมอบโครงการ “ศุภาลัย ริวา แกรนด์” บนโค้งน้ำที่สวยงามของแม่น้ำเจ้าพระยา โดยเป็นหนึ่งในโครงการริมแม่น้ำ ที่ได้พันธมิตรธุรกิจ บริษัท ซินเท็ค คอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน) บริษัทผู้รับเหมางานก่อสร้างที่มีความเชี่ยวชาญ และประสบการณ์ในงานก่อสร้างมาอย่างยาวนาน โดยบริษัทฯ คำนึงถึงการบริการที่เป็นเลิศในทุก Customer Touchpoints

    สำหรับงานก่อสร้างโครงการศุภาลัย ริวา แกรนด์ บริษัทฯ ให้ความสำคัญกับงานโครงสร้างที่มั่นคง แข็งแรง เน้นระบบป้องกันดินพังด้วย SHEET PILE รวมถึงมีการนำ LOW HEAT CONCRETE ซึ่งเป็นคอนกรีตชนิดพิเศษ นำมาใช้สำหรับงานก่อสร้างฐานราก เพื่อให้เหมาะสมกับขนาดฐานรากขนาดใหญ่และการรับน้ำหนักของอาคารมีประสิทธิภาพดียิ่งขึ้น อีกทั้งจากการวิเคราะห์ความต้องการของลูกค้า จึงเกิดนวัตกรรมการออกแบบให้มีลักษณะ (Slim Shape) เพิ่มพื้นที่ใช้สอยและสามารถตกแต่งภายในได้สวยงามลงตัว และยังมีความแข็งแรง ใช้ CONCRETE HIGH STRENGH ในเสาอาคารให้รับน้ำหนักได้เหมาะสมกับรูปแบบเสาอาคาร ตลอดจน CONCRETE POST TENSION 2 DAY เพื่อให้การก่อสร้างโครงการทำได้รวดเร็ว ลดการรบกวนข้างเคียง

    ด้านงานก่อสร้างสถาปัตยกรรมของตัวอาคารที่มีความโค้งมน มีการใช้ผนังสำเร็จรูปแผ่น PRECAST แบบโค้ง เพื่อให้ตัวอาคารโค้ง มน เรียบ สวยงาม รวมทั้งเลือกใช้ท่อระบบสุขาภิบาล PPR สำหรับน้ำอุปโภคบริโภคภายในโครงการ ซึ่งเป็นท่อส่งน้ำที่สะอาดถูกสุขอนามัย ไม่เป็นสนิม เพื่อให้ผู้อยู่อาศัยได้ใช้น้ำที่สะอาด ปลอดภัย และเป็นมิตรต่อสุขภาพ อายุการใช้งานยาวนาน

    จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ในช่วงที่ผ่านมา สำหรับงานก่อสร้างอาคารสูง ถึงแม้จะได้รับผลกระทบมาต่อเนื่อง ซึ่งบริษัทฯ ได้จัดเตรียมมาตรการป้องกัน และดูแลผู้เกี่ยวข้องทุกภาคส่วนให้พร้อมที่จะผ่านพ้นสถานการณ์ในครั้งนี้ และสามารถ “เติบโตไปด้วยกัน” อีกทั้งให้ความสำคัญในการจัดการกับของเสีย หรือ Waste Management” ในกระบวนการก่อสร้าง ตลอดจนการดูแลคุณภาพชีวิตคนงานก่อสร้าง ให้มีรายได้เสริม เช่น การนำวัสดุที่เหลือจากงานก่อสร้าง มาผลิตเป็น “กระเป๋าสาน” จากสายพลาสติกรัดอิฐมวลเบา ทำให้คนงานก่อสร้างมีอาชีพเสริม และใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ การคัดแยกเศษขยะในการอยู่อาศัยภายในแคมป์ออกเป็น 7 ประเภท แล้วนำไปขาย ซึ่งก่อให้เกิดรายได้ ทำให้ปริมาณและค่าใช้จ่ายในการกำจัดขยะลดลง

    นายไตรเตชะ ตั้งมติธรรม กรรมการผู้จัดการ ยังกล่าวต่อไปว่า ตั้งแต่ช่วงครึ่งปีแรกจนถึงปัจจุบัน ธุรกิจอสังหาฯ ต้องปรับตัวเดินหน้าต่อสู้กับสถานการณ์การแพร่ระบาดโควิด – 19 มาอย่างต่อเนื่องและยาวนาน ในส่วนของบริษัทฯ ยังคงแผนธุรกิจตามที่วางไว้ตั้งแต่ต้นปี 2564 ทั้งการเปิดตัวโครงการใหม่และเป้าหมายยอดขาย ซึ่งในช่วงครึ่งปีแรกสามารถทำยอดขายได้เป็นที่น่าพอใจ เติบโต 8% จากช่วงเวลาเดียวกันของปีที่แล้ว และมีการเปิดตัวโครงการใหม่ไปแล้วจำนวน 9 โครงการ ซึ่งจะเห็นได้ว่าสถานการณ์ต่างๆ ที่ผ่านมาไม่ได้ส่งผลกระทบต่อยอดขายมากนัก

    สำหรับครึ่งปีหลังมีแผนเปิดตัวโครงการใหม่อีก 22 โครงการทั่วประเทศ ทั้งโครงการแนวราบและคอนโดมิเนียม โดยในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี บริษัทฯ คาดการณ์ว่าตลาดอสังหาริมทรัพย์มีแนวโน้มจะเริ่มฟื้นตัวมากขึ้นจากเดิม จึงทำให้เร่งผลักดันกลยุทธ์ทางการตลาด รวมทั้งอัดโปรโมชั่นเด็ดส่งเสริมการขายเพื่อรองรับความต้องการของกลุ่มลูกค้าที่กำลังสรรหาที่อยู่อาศัยโครงการต่างๆ ของศุภาลัย
  • มาสด้า เผยยุทธศาสตร์สู้วิกฤตโควิด ดันแนวคิด One Mazda สู่เป้าปีนี้โต 30%

    มาสด้า เปิดแผนยุทธศาสตร์การบริหารสู้วิกฤตโควิด ดึงดีลเลอร์ พนักงาน และลูกค้า รวมเป็นหนึ่งเดียว พร้อมตั้งเป้าปีนี้โต 30% เร่งผลักดันแนวคิด “One Mazda” ผลเพิ่มประสิทธิภาพทุกเครือข่ายธุรกิจมาสด้า

    จากการแพร่ระบาดของโรคโคโรน่าไวรัสล้วนส่งผลกระทบในวงกว้างและก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในประเทศไทยรวมทั้งทั่วโลก ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม การดำเนินธุรกิจ ตลอดจนพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป แต่ก็ไม่สามารถหยุดยั้งความมุ่งมั่นของ มาสด้า เซลส์ ประเทศไทย ได้เปิดแผนยุทธศาสตร์การบริหารเพื่อก้าวสู่ความสำเร็จท่ามกลางวิกฤตโควิด-19 เน้นทำงานร่วมกันเป็นทีมภายใต้แนวคิด “One Mazda” ผลักดันประสิทธิภาพทุกหน่วยงานและดูแลลูกค้าให้ดียิ่งขึ้น พร้อมเดินหน้าขยายเครือข่ายผู้จำหน่ายให้ครบ 150 แห่งภายในปีงบประมาณนี้

    นอกจากนี้มาสด้ายังได้แถลงความสำเร็จการดำเนินธุรกิจประจำปีงบประมาณ 2020 หรือ Fiscal Year 2020 ซึ่งสิ้นสุดเดือนมีนาคม 2564 ที่ผ่านมา ด้วยตัวเลขยอดขายรถยนต์ใหม่ทะลุ 4 หมื่นคัน ทั้งรถเก๋งและรถอเนกประสงค์ต่างเก็บยอดขายเป็นกอบเป็นกำ โดยเฉพาะมาสด้า2 และ CX-30 ได้รับความไว้วางใจจากลูกค้าอย่างล้นหลาม พร้อมประกาศเดินหน้าท้าโควิดด้วยการตั้งเป้ายอดขายสูงถึง 52,000 คัน ชิงส่วนแบ่งการตลาด 6.2% หรือเติบโตเพิ่มขึ้นถึง 30%

    นายชาญชัย ตระการอุดมสุข ประธานบริหาร มาสด้า เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวถึงความสำเร็จของมาสด้าในปีงบประมาณ 2020 (ระหว่างเดือนเมษายน 2563 – มีนาคม 2564) ที่ผ่านมาว่า แม้ตลาดรถยนต์ในช่วงปีที่ผ่านมาจะมีการแข่งขันที่สูงมาก อีกทั้งยังได้รับผลกระทบจากปัจจัยภายนอกรอบทิศทาง แต่มาสด้าก็ยังสามารถทำยอดขายรวมทะลุ 4 หมื่นคัน ขยายตัวลดลง 23% ครองส่วนแบ่งการตลาด 5.1% ในขณะที่อุตสาหกรรมรถยนต์ลดลง 17% ด้วยตัวเลขยอดขายรวมทั้งสิ้น 786,877 คัน ซึ่งแม้ว่าจำนวนยอดขายรวมรถยนต์มาสด้าจะลดลง แต่มาสด้า ประเทศไทย ก็ยังคงเป็น 1 ใน 10 ของประเทศที่มีส่วนแบ่งการตลาดสูงที่สุดของมาสด้าทั่วโลก

    สรุปยอดขายรถยนต์มาสด้าประจำปีงบประมาณ 2020 อยู่ที่ 40,004 คัน แบ่งออกเป็นรถยนต์นั่งส่วนบุคคลด้วยจำนวนที่สูงถึง 23,548 คัน โดยเฉพาะมาสด้า2 ยังคงร้อนแรงต่อเนื่องด้วยยอดขายเกินกว่าครึ่งมีจำนวนสูงถึง 20,741 คัน ตามมาด้วยรถเก๋งมาสด้า3 อีกจำนวน 2,800 คัน ในขณะที่รถปิกอัพ บีที-50 ก็กำลังได้รับความนิยมไม่แพ้กันด้วยยอดขายกว่า 2,471 คัน ส่วนรถยนต์อเนกประสงค์ตระกูล CX-Series จำนวน 13,985 คัน เติบโตเพิ่มขึ้นมากที่สุดถึง 134% อันได้แก่ รถอเนกประสงค์ครอสโอเวอร์เอสยูวี CX-30 มียอดขายสูงสุดถึง 7,582 ตามมาด้วย CX-3 จำนวน 3,100 คัน CX-8 จำนวน 1,917 และ CX-5 จำนวน 1,386 คัน และสุดท้ายรถยนต์ MX-5 รถสปอร์ตเปิดประทุนแบรนด์ไอคอนระดับตำนานของมาสด้ามียอดขายรวมอีก 7 คัน

    สรุปยอดจำหน่ายรถยนต์มาสด้าประจำปีงบประมาณ 2563 เทียบกับปีงบประมาณ 2562
    ข้อมูลการขายรถ เมษายน 2563 – มีนาคม 2564 เมษายน 2562 – มีนาคม 2563 % เปลี่ยนแปลง
    MAZDA2 20,741 36,260 - 43
    MAZDA3 2,800 4,775 - 41
    MAZDA CX-3 3,100 1,739 + 78
    MAZDA CX-30 7,582 441 + 1,619
    MAZDA CX-5 1,386 2,466 - 44
    MAZDA CX-8 1,917 1,320 + 45
    MAZDA BT-50 2,471 4,679 - 47
    MAZDA MX-5 7 22 - 68
    ยอดรวม 40,004 51,702 - 23

    สำหรับสถานการณ์ตลาดรถยนต์ไตรมาสแรกของปี 2564 แม้จะมีหลายปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมในภาพรวม โดยเฉพาะจากการระบาดของโรคโควิด-19 ซึ่งส่งผลให้เศรษฐกิจปีนี้ชะลอตัวลง แต่รถยนต์มาสด้ายังคงได้รับการตอบรับที่ดีจากลูกค้า อันเนื่องมาจากแผนกลยุทธ์ในด้านต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น ด้านการตลาด การนำเสนอผลิตภัณฑ์รุ่นใหม่ที่ตรงกับความต้องการของผู้บริโภค และการยกระดับมาตรฐานการให้บริการหลังการขาย ที่ล้วนทำให้ได้รับความเชื่อมั่นจากทั้งลูกค้าเก่าและลูกค้าใหม่ จึงทำให้มาสด้าสามารถปิดยอดขายในไตรมาสแรกได้สูงถึง 10,890 คัน เพิ่มขึ้น 7% จากไตรมาสแรกของปี 2563 ซึ่งมียอดขายรวมที่ 10,152 คัน

    โดยเฉพาะรถยนต์นั่งซึ่งมาสด้า2 ยังคงได้รับความนิยมสูงสุด ด้วยจำนวน 5,686 คัน, มาสด้า3 จำนวน 704 คัน ตามมาด้วยรถปิกอัพมาสด้า บีที-50 มียอดขายรวม 429 คัน ส่วนรถอเนกประสงค์ตระกูล CX-Series มียอดรวมทั้งสิ้น 4,071 เพิ่มขึ้นสูงถึง 126% นำโด่งโดย CX-30 ครอสโอเวอร์ที่ได้รับกระแสตอบรับเป็นอย่างดีและมียอดขายรวมมาเป็นอันดับหนึ่ง จำนวน 2,298 คัน ตามติดด้วย CX-3 จำนวน 1,189 คัน CX-8 มียอดขายสูงถึง 354 คัน และ CX-5 จำนวน 230 คัน ตามลำดับ

    สรุปยอดจำหน่ายรถยนต์มาสด้าไตรมาสแรกปี 2564 เปรียบเทียบกับไตรมาสแรกปี 2563
    ข้อมูลการขายรถ ไตรมาสแรก 2564 ไตรมาสแรก 2563 % เปลี่ยนแปลง
    MAZDA2 5,686 6,733 - 16
    MAZDA3 704 945 - 26
    MAZDA CX-3 1,189 322 + 269
    MAZDA CX-30 2,298 441 + 421
    MAZDA CX-5 230 467 - 51
    MAZDA CX-8 354 575 - 39
    MAZDA BT-50 429 667 - 36
    Mazda MX-5 0 1 na
    ยอดรวม 10,890 10,152 + 7

    นอกจากนี้ นายชาญชัย ตระการอุดมสุข ยังได้แสดงวิสัยทัศน์ในการบริหารองค์กรระหว่างประเทศท่ามกลางวิกฤตโควิด-19 เพิ่มเติมว่า “มาสด้าเชื่อว่าการปรับตัวเข้ากับการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ จะสามารถนำพาให้องค์กรก้าวไปสู่เป้าหมายได้” ซึ่งนโยบายการบริหารองค์กรของมาสด้า วางอยู่บนพื้นฐานดังต่อไปนี้

    การบริหารองค์กรระหว่างประเทศด้วยการจัดการทรัพยากรบุคคล

    องค์กรที่จะประสบความสำเร็จได้นั้นล้วนต้องขับเคลื่อนด้วยบุคลากรเป็นหลัก จึงเน้นการทำงานที่ผสานระหว่างความแตกต่างของปัจเจกบุคคลและให้เกียรติทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน รวมถึงให้ความสำคัญกับการพัฒนาทักษะ เพื่อให้พนักงานในทุกระดับสามารถนำมาใช้ประกอบกับการทำงาน เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด เน้นความสำคัญของการสื่อสารแบบครบวงจรที่ตอบรับกับสังคมในยุคดิจิทัล เพื่อให้ทุกคนตระหนักรู้ถึงเป้าหมายของบริษัท และสามารถทำงานร่วมกันภายใต้เป้าหมายเดียวกันนี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงให้การดูแลผู้จำหน่ายอย่างทั่วถึง เพราะผู้จำหน่ายคือกำลังสำคัญที่จะส่งเสริมให้องค์กรเติบโตอย่างมั่นคง และส่งมอบบริการที่ดีเยี่ยมให้กับลูกค้าได้

    การสร้างวัฒนธรรมองค์กรให้เป็นหนึ่งเดียว “One Mazda”

    การประสบความสำเร็จอาจต้องใช้ทักษะส่วนบุคคล แต่การจะทำให้องค์กรเติบโตอย่างยั่งยืนจำเป็นต้องอาศัยทีมที่แข็งแกร่ง ดังนั้นการสร้าง “แบรนด์” ให้เกิดความแข็งแกร่งและยั่งยืนในระยะยาวจำเป็นต้องสร้างทีม มาสด้าจึงนำยุทธ์ศาสตร์การทำงานเป็นทีม หรือ “One Mazda” ด้วยการหลอมรวมทุกหน่วยงานเข้าสู่รูปแบบการทำงานร่วมกันอย่างมืออาชีพ และไร้รอยต่อในทุกภาคส่วน ทั้งการขาย การบริการหลังการขาย และการผลิตให้ก้าวไปสู่ความสำเร็จตามเป้าหมายที่วางไว้ โดยมีจุดมุ่งหมายเดียวกัน ทั้งมาสด้าเซลส์ประเทศไทย มาสด้า มอเตอร์ คอร์ปอเรชั่น รวมถึงผู้จำหน่าย เพื่อจะได้นำเสนอสิ่งที่ดีที่สุดให้กับลูกค้า เป็น “One Mazda One Team” ที่ทุกคนล้วนแต่มีจุดมุ่งหมายเดียวกัน

    การบริหารงานโดยมีมาสด้า ประเทศไทย เป็นศูนย์กลาง

    บริหารองค์กรในลักษณะ Distribution Business ที่มีมาสด้า เซลส์ ประเทศไทย เป็นศูนย์กลาง และผู้จำหน่ายเป็นด่านแรกในการส่งมอบผลิตภัณฑ์และบริการที่ดีไปยังลูกค้า รวมถึงสร้างความเชื่อมโยงระหว่างหน่วยงานต่างๆ เพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่ดีที่สุด เรายึดหลักว่า ต้องให้การดูแลผู้จำหน่ายอย่างดีที่สุด ประเมินว่าสิ่งใดที่ทำแล้วเกิดผลดีต่อทั้งบริษัทและผู้จำหน่าย เน้นการทำงานให้เกิดประสิทธิผล เพราะถ้าหากผู้จำหน่ายอยู่ไม่ได้ มาสด้าก็อยู่ไม่ได้เช่นกัน ในขณะเดียวกัน ก็ยังทำงานควบคู่ไปกับมาสด้า มอเตอร์ คอร์ปอเรชั่น ประเทศญี่ปุ่น การผลักดันให้ผู้บริหารคนไทย และพนักงานทุกคนที่มีความเข้าใจในตลาด และเข้าใจความต้องการของลูกค้าคนไทย ได้มีโอกาสบริการจัดการอย่างเต็มที่ในทุกๆ ฟังก์ชัน เพื่อให้เกิดผลลัพธ์สูงสุดต่อลูกค้า ตามแนวคิด “Optimize Global and Local Initiatives, Empower local Thai Management Team”

    การบริหารความแตกต่างด้านวัฒนธรรมระหว่างไทย-ญี่ปุ่น

    เราได้นำข้อดีจากความต่างของสองวัฒนธรรมมาใช้ในการบริหารงาน เพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่ดีที่สุด ในองค์กรของเรามีทั้งคนไทยและคนญี่ปุ่นที่ทำงานร่วมกัน ดังนั้น เราจึงเน้นการขจัดอุปสรรคที่อาจจะเกิดขึ้นในการทำงาน เช่น อุปสรรคด้านภาษาและวัฒนธรรม เพื่อลดความไม่เข้าใจและเพื่อให้งานดำเนินต่อไปได้อย่างราบรื่น ส่งเสริมความเข้าใจของแต่ละวัฒนธรรมการทำงาน และนำข้อดีมาประยุกต์ใช้เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด สื่อสารกับ มาสด้า มอเตอร์ คอร์ปอเรชั่น สำนักงานใหญ่ในประเทศญี่ปุ่น ถึงความต้องการและเสียงสะท้อนของลูกค้าในประเทศไทยในด้านต่างๆ เพื่อวางแผนการพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าได้มากที่สุด
    นอกจากนี้ ประธานบริหารยังได้แสดงวิสัยทัศน์เพิ่มเติมเกี่ยวกับทิศทางเศรษฐกิจในปีนี้ว่า “แม้ว่าจะยังมองไม่เห็นทิศทางที่สดใสอันเนื่องมาจากการชะลอตัวของภาคอุตสาหกรรมภายในประเทศและทั่วโลก ซึ่งเป็นผลกระทบจากการระบาดของโรคโควิด-19 ทั้งทางด้านอุตสาหกรรม ภาคการส่งออก และการท่องเที่ยว ซึ่งคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจไทยในปีนี้จะชะลอตัวลงและต่ำกว่าศักยภาพที่ควรจะเป็น และมากกว่าที่ประเมินไว้ในช่วงต้นปีที่ผ่านมา แต่เรายังมีความหวังว่า ด้วยแรงสนับสนุนจากมาตรการต่างๆ ของทางภาครัฐที่จะเข้ามาช่วยบรรเทาปัญหาด้านสภาพคล่องทางการเงิน และจากความร่วมแรงร่วมใจกันจากทุกภาคส่วนเชื่อว่าจะช่วยประคับประคองให้เศรษฐกิจของประเทศสามารถเดินหน้าต่อไปได้ ซึ่งมาสด้าเตรียมรับมือกับสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้น ด้วยกลยุทธ์หลักทั้ง 4 ด้าน ได้แก่

    การบริหารธุรกิจภายใต้สถานการณ์ที่ไม่แน่นอนด้วยการเรียนรู้จากข้อผิดพลาด

    เนื่องจากสถานการณ์ในปัจจุบันทำให้การบริหารธุรกิจต้องเผชิญกับสิ่งที่ไม่คาดคิด สถานการณ์ที่ไม่แน่นอนและส่งผลในทางลบต่อการดำเนินธุรกิจ และผู้บริโภคในวงกว้าง ปัจจัยสำคัญคือการสร้างความยืดหยุ่นในการบริหารและการจัดการ เมื่อสถานการณ์ตลาดไม่เอื้ออำนวยและทำให้เราไม่สามารถบรรลุเป้าหมายที่วางไว้ได้ เราต้องเน้นให้เกิดทักษะการบริหารงานจากความผิดพลาดเพื่อปรับเกม ปรับแท็คติก ที่สอดรับกับสถานการณ์อย่างรวดเร็ว ซึ่งการบริหารงานลักษณะนี้จำเป็นต้องมีการเพิ่มทักษะส่วนบุคคลของพนักงาน แบบ Meta Skill ที่ต้องมองปัจจัยรอบด้าน เข้าใจองค์ประกอบของปัญหา ปรับวิกฤตของสถานการณ์ให้เป็นโอกาส จากการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึก ใช้ประสบการณ์รอบด้านที่เก็บสะสมมา การทำงานร่วมกันเป็นทีม ที่ใช้จุดแข็งของตัวเองและคนในทีมเพื่อกำจัดจุดอ่อน และสามารถบริหารจัดการได้อย่างมีประสิทธิภาพ อีกทั้ง การให้อำนาจในการตัดสินใจและความคล่องตัวในการบริหาร ลดขั้นตอนที่ไม่จำเป็น เพื่อให้ทันต่อเวลาและสถานการณ์ การเรียนรู้จากการผิดพลาดหรือ Resilience skill คือหัวใจของการบริหารงานภายใต้สถานการณ์ที่ไม่แน่นอนเช่นเดียวกับสถานการณ์ปัจจุบัน ทั้งหมดนี้จะช่วยเพิ่มความสามารถในการรับมือกับวิกฤต และนำไปสู่ความสามารถในการก้าวพ้นวิกฤตได้ดีกว่าคู่แข่ง

    กลยุทธ์ด้านผลิตภัณฑ์

    มาสด้าจะยังคงนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่มาพร้อมกับเทคโนโลยีทันสมัย ภายใต้กลยุทธ์ “Product and Technology Value Enhancement” เพื่อสร้างความแตกต่างในตลาดและนำเสนอแต่สิ่งที่ดีให้แก่ลูกค้า โดยต้องเป็นผลิตภัณที่มีคุณภาพและมีมาตรฐานเดียวกันทั่วโลก มุ่งเน้นการสร้างแบรนด์ให้แข็งแกร่ง ด้วยการพัฒนาคุณค่าของแบรนด์ในทุกๆ ด้าน รวมถึงพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่อยู่เสมอ โดยวางอยู่บนพื้นฐานของความต้องการลูกค้าเป็นหลัก เพื่อสร้างสรรค์ให้รถยนต์ของเราสามารถนำมาซึ่งความสนุกสนานในการขับขี่ และช่วยให้ทุกช่วงเวลาบนท้องถนนเต็มไปด้วยความสนุกสนานมากยิ่งขึ้น

    เมื่อเร็วๆ นี้มาสด้าได้รับการอนุมัติการส่งเสริมการลงทุนรถยนต์พลังงานไฟฟ้า (xEV) จากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือ BOI รวมถึงรถยนต์ไฟฟ้าทั้ง 3 ประเภท HEV, PHEV และ BEV เป็นที่เรียบร้อยแล้ว รวมถึงได้เตรียมพร้อมเพื่อจะขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศไทยตามนโยบายภาครัฐ ซึ่งการเปิดตัวรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทยจะเป็นไปทีละขั้นตอน จากวิสัยทัศน์ Mazda Building Block Strategy ซึ่งมี 3 องค์ประกอบคือ
    1.กรอบเวลาของการนำเอาเทคโนโลยีมาใช้ได้อย่างเหมาะสมตามสถานการณ์
    2.การพัฒนาโมเดลทางธุรกิจอย่างต่อเนื่อง
    3.การเปลี่ยนถ่ายจากเทคโนโลยีปัจจุบันสู่เทคโนโลยีอนาคตในช่วงเวลาที่เหมาะสม

    กลยุทธ์ด้านการขายและยุทธศาสตร์การบริหารเครือข่ายผู้จำหน่าย

    ความเชื่อมั่นและพัฒนาศักยภาพผู้จำหน่าย พร้อมนำ KPI มาเป็นดัชนีชี้วัด โดยผู้จำหน่ายจะต้องมีผลกำไรที่ดีและสามารถส่งมอบความพึงพอใจให้แก่ลูกค้าได้ ควบคู่กับให้การสนุนการจัดกิจกรรมส่งเสริมการขาย ทั้งในโชว์รูมและห้างสรรพสินค้า โดยจะจัดขึ้นเป็นประจำในทุกๆ เดือน ทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด ภายใต้มาตรการการป้องกันโควิด-19 พร้อมเตรียมขยายเครือข่ายผู้จำหน่าย จากปัจจุบัน 138 เป็น 150 แห่ง ภายในปีงบประมาณนี้
    กลยุทธ์ด้านบริการหลังการขายและสร้างความพึงพอใจสูงสุดให้กับลูกค้า

    ยกระดับการบริการหลังการขาย ให้สามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้าในยุคใหม่ได้อย่างทันท่วงที ด้วยการเปิดตัวบริการ Mazda Fast Track ที่ให้บริการแบบเร่งด่วนแก่ลูกค้าที่มีเวลาจำกัดภายในระยะเวลา 60 นาที รวมถึงแผนการเปิดให้บริการแบบ Fast Service (Satellite) ที่พัฒนาเป็นศูนย์บริการมาตรฐานขนาดย่อมเพิ่มเติมจากศูนย์บริการหลัก เพื่อยกระดับการให้บริการที่สะดวกรวดเร็ว พร้อมยังได้พัฒนาการส่งมอบอะไหล่และการขนส่ง โดยได้ปรับปรุงทั้งคุณภาพและราคาจนเป็นที่ยอมรับในตลาด หรือบางชิ้นส่วนมีราคาที่ต่ำกว่าตลาด ด้านการจัดส่งอะไหล่ไปยังศูนย์บริการ มีบริการจัดส่ง 2 รอบต่อวัน สำหรับเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล และต่างจังหวัด 1 รอบต่อวัน

    “นอกจากนี้นับตั้งแต่เดือนพฤษภาคมนี้เป็นต้นไป เพื่อให้ลูกค้าสามารถเข้ารับการบริการได้ทุกโชว์รูมทั่วประเทศ และเพื่อลบภาพจำเรื่องของค่าแรงในการให้บริการที่ไม่เท่ากัน มาสด้าขอประกาศอย่างเป็นทางการว่า ลูกค้าที่ซื้อรถยนต์มาสด้ารุ่นใหม่ทุกรุ่นจะได้รับแพ็คเกจพิเศษ คือ ฟรีค่าแรงเช็กระยะตลอด 5 ปี หรือ 100,000 กิโลเมตร เพื่อสร้างความมั่นใจและอุ่นใจที่จะร่วมเข้ามาเป็นหนึ่งในครอบครัวมาสด้า และให้คำมั่นสัญญาว่า มาสด้าจะให้การดูแลรถของลูกค้าไปตลอดอายุการใช้งาน” นายชาญชัย กล่าวเพิ่มเติม

    สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นกลยุทธ์ของมาสด้ารถยนต์พรีเมียมสัญชาติญี่ปุ่น ที่จะมาเพิ่มศักยภาพทางการแข่งขันในอุตสาหกรรมรถยนต์ในปี 2564 และมาสด้าพร้อมเดินหน้าอย่างเต็มกำลัง เพื่อจะให้รถยนต์มาสด้าได้เข้าไปครองใจลูกค้าชาวไทย และขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้ก้าวเดินต่อไปข้างหน้าอย่างมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน
Visitors: 164,181